isan_culture_cat.jpg13.jpg857055259_218b701fcb.jpg

พระราชพิธีธานยเทาะห์


ในสมัยโบราณ การจัดการกับตอ หรือซัง หรือฟางข้าว เป็นเรื่องที่สำคัญและเชื่อว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผลถึงความมั่นคงของชีวิตในอนาคตด้วย ว่าข้าวที่เพาะปลูกในปีต่อไปจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์มากน้อยอย่างไร ขึ้นอยู่กับการจัดการของปีนี้ เหตุนี้เองจึงมีพิธีกรรมเรียกว่า “เผาข้าว” หมายถึงการจุดไฟเผาตอ หรือซังในนา โดยมีความเชื่อว่าเป็นการ ส่งแม่โพสพกลับสู่ถิ่นเดิมหลังเสร็จสิ้นการช่วยเหลือมนุษย์ให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารแล้ว

พระราชพิธีธานยเทาะห์ (ในภาษาสันสกฤต ธานย แปลว่าข้าว ส่วน เทาะห์ แปลว่าการเผา) เป็นพระราชพิธีในเดือนสาม เป็นพิธีเก่าตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ โดยพิธีธานยเทาะห์นี้จะมีการแห่พระแม่โพสพไปตามถนน เพื่อนำเอาฟางข้าวมาเผา มีคนแต่งชุดด้วยเสื้อสีเขียวข้างหนึ่ง สีแดงอีกข้างหนึ่ง สวมเทริดสมมุติว่าเป็นพระอินทร์ กับพระพรหมแย่งรวงข้าวกัน เป็นการเสี่ยงทาย แล้วมีคำทำนายอนาคตของพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น โดยหากพิจารณาตามเนื้อหาของพระราชพิธีแล้ว จะเห็นได้ว่าพระราชพิธีธานยเทาะห์ เป็นพิธีที่ทำต่อเนื่องจากการนวดสงฟางข้าวเสร็จแล้ว จึงนำเอาฟางข้าวไปเผารวมทั้งข้าวที่เสียหายเพราะเมล็ดลีบ หรือถูกเพลี้ย ด้วง แมลงต่างๆ นำมาเผาทำลาย

shivaratri1.jpgshiva_gange.jpg77471.jpg

พิธีศิวาราตรี

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์ เรื่อง พระราชพิธี 12 เดือน พระองค์ทรงอธิบายถึง “พิธีศิวาราตรี” ซึ่งเป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ โดยมีเรื่องราวที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์ ดังต่อไปนี้

ส่วนการพิธีของพราหมณ์ ซึ่งเรียกว่าศิวาราตรี ซึ่งเป็นพิธีมาแต่โบราณ จะขาดสูญเสียแต่ครั้งใดไม่ปรากฏ ตั้งแต่ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ยังไม่เคยทำ พึ่งมามีขึ้นในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหมู่กริ้วพระสงฆ์ว่าไม่ทำปวารณา และไม่ทำอุโบสถ เป็นการละเลยข้อสำคัญตามวินัยบัญญัติเสีย ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในเดือนสิบสอง

ส่วนพิธีศิวาราตรีนี้ เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์คล้าย ๆ มหาปวารณา จึงโปรดให้ทำตามธรรมเนียมเดิม พิธีนี้ทำในวันเดือน 3 ขึ้น 15 ค่ำ คือ เวลาค่ำพระมหาราชครูทำพิธีแต่กระสูทธิ์ตามแบบเหมือนพิธีทั้งปวง แล้วเอาเสาปักสี่เสาเชือกผูกคอหม้อโยงเสาทั้งสี่ ภายใต้หม้อตั้งพระศิวลึงค์ เจาะหม้อให้น้ำหยดลงมาได้ทีละน้อยเอาขลังสอดไว้ในช่องหม้อเจาะนั้นเฉพาะตรงพระศิวลึงค์ ให้น้ำหยดลงถูกพระศิวลึงค์ทีละน้อยแล้วไหลลงตามรางซึ่งรองรับพระศิวลึงค์ ซึ่งพราหมณ์ในประเทศอินเดีย ซึ่งข้าพเจ้าเคยไปเห็นเรียกว่าโยนิ แล้วมีหม้อรองที่ปากรองนั้น เติมน้ำและเปลี่ยนหม้อไปจนตลอดรุ่งเวลาใกล้รุ่งทำพิธีหุงข้าวหม้อหนึ่งในเทวสถาน เจือน้ำผึ้งน้ำตาลนมเนย และเครื่องเทศต่าง ๆ สุกแล้วแจกกัน กินคนละเล็กละน้อยทุกคนทั่วกัน พอได้อรุณก็พากันลงอาบน้ำในคลอง สระผมด้วยน้ำที่สรงพระศิวลึงค์ ผมที่ร่วงในสระนั้นเก็บลอยไปตามน้ำ เรียกว่า ลอยบาป เป็นการเสร็จพิธีศิวาราตรีในวันเดียวนั้น แต่การพิธีนี้ไม่มีของหลวงพระราชทานเป็นของพราหมณ์ทำเอง เมื่อพิเคราะห์ดูการที่ทำนี้ เห็นว่าเป็นการย่อมาเสียแต่เดิมแล้ว


Next_Vector_Icon.png
Next