aaa(1).jpg

พระราชพีธีแข่งเรือ


การแข่งเรือมีมาเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด หากแต่พบว่าการแข่งเรือเรือมีปรากฏอยู่ในคำให้การของชาวกรุงเก่า พระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวถึงการแข่งเรือในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นพระราชพิธีเดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสอง หรือพระราชพิธีอาสวยยุทธ คือการแข่งเรือของพระเจ้าแผ่นดินว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงเรือพระที่นั่งกิ่งลำหนึ่ง พระอัครมเหสีทรงลำหนึ่ง แข่งเรือกัน แล้วโปรดให้เสนาอำมาตย์ทั้งหลายแข่งเรือกันโดยลำดับ พระราชพิธีนี้ทำกันเมื่อขึ้น 14 ค่ำ จนแรม 3 ค่ำ รวม 3 วัน พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะทรงเครื่องขาวพระมหามงกุฎทำด้วยเงิน เวลากลางคืนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะเสด็จลงลอยประทีปอุทิศถวายพระพุทธเจ้า แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งประทับเยือนไปในเรือ พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์อันประดับประทีปแห่เสด็จรอบพระนคร มีการเลี้ยงลูกขุนและข้าราชกรทั้งปวง เสด็จไปพระราชทานพระกฐินตามพระอารามในกรุง

ประเพณีการแข่งเรือเป็นการเล่นในฤดูน้ำหลากที่ชาวบ้านว่างเว้นจาก งานประจำ พอใกล้เดือนสิบเอ็ด ชายหนุ่มในละแวกบ้านที่วัดประจำหมู่บ้านของตน มีเรือแข่งก็จะดูคึกคักเป็นพิเศษ ในตอนบ่ายจะได้ยินเสียงกลองรัวดังก้องไปตามคุ้งน้ำเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าถึงเวลาที่ฝีพายประจำเรือของวัดประจำหมู่บ้านจะต้องไปร่วมชุมนุมกันเพื่อซ้อมพายไว้แข่งขันกับเรือของวัดในหมู่บ้านอื่น ในงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึง เรือแข่งของวัดแต่ละหมู่บ้านถือเป็นศักดิ์ศรีของวัดของหมู่บ้าน ฉะนั้น เรือแข่งหรือที่เรียกกันว่า เรือยาวของแต่ละวัดจะได้รับการบำรุงรักษาตกแต่งให้งดงามและอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะแข่งขันได้เสมอ

.jpg.jpg

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในเทศกาลทอดกฐิน

พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในเทศกาลทอดกฐิน เริ่มตั้งแต่วันออกพรรษาตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ จนถึงวันสิ้นสุดกาลกฐิน คือ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ รวมเวลาได้ ๑ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินตามพระอารามหลวงเป็นราชประเพณีเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่วันแรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ โดยเสด็จพระราชดำเนินทั้งทางบกและทางเรือ

กฐิน ตามศัพท์บาลี แปลว่า กรอบไม้สำหรับขึงผ้า กรอบไม้ขึงผ้าเพื่อเย็บนี้ไทยเรียกว่า สะดึง การใช้กรอบไม้ก็เพื่อขึงผ้าที่ต้องเย็บต่อกันเป็นผืนใหญ่สำหรับพระภิกษุใช้ห่มพันกายที่เรียกว่าจีวร การเย็บผ้าดังกล่าวทำให้เกิดศัพท์ ผ้ากฐิน ขึ้น

มูลเหตุที่เกิดการทอดกฐิน ในบาลีกล่าวว่า เมื่อครั้งพุทธกาลพระภิกษุเมืองปาไถยรัฐ ๓๐ รูป จะเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่ประทับเชตวันมหาวิหาร แต่มาไม่ทันเพราะจะถึงเวลาเข้าพรรษาจึงพักเข้าพรรษาเสียก่อนทีเมืองสาเกต เมื่อออกพรรษาแล้ว ก็รีบเดินทางไปเฝ้าพระพุทธองค์ การเดินทางของพระภิกษุเหล่านี้ ถูกฝนเปรอะเปื้อนโคลนตมในระหว่างเดินทาง พระพุทธองค์ทรงทราบถึงความยากลำบากจึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุอยู่รับผ้ากฐินที่จะมีผู้นำมาถวายเมื่อออกพรรษาเสียก่อน กำหนดตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ไปจนถึงวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒

ต่อมาเมื่อมีพระภิกษุจำนวนมากขึ้นผ้ากฐินที่พุทธศาสนิกชนทำขึ้นไม่พอจะถวายทั่วทุกองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติว่า ภิกษุรูปใดมีจีวรครองเก่ากว่าภิกษุอื่นในอาวาสที่จำพรรษาด้วยกันรอบรู้พระธรรมวินัยแลหะปฏิบัติศาสนกิจเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของหมู่พระสงฆ์ และไม่ต้องอธิกรณ์ใดๆ อันเป็นการเสื่อมเสียพระภิกษุในอาวาสที่จำพรรษาลาอุโบสถร่วมสังฆกรรมเห็นชอบพร้อมกันอนุโมทนาให้เป็นผู้รับครองผ้ากฐิน ส่วนผู้ถวายจะเจาะจงถวายแด่พระภิกษุรูปหนึ่งไม่ได้ จะต้องวางลงแล้วกล่าววำถวายโดยไม่เจาะจงจึงเรียกกันว่า ทอดผ้ากฐิน หรือ ทอดกฐิน

การทอดกฐินเป็นประเพณีสำคัญของพุทธศาสนิกชน เป็นงานบุญใหญ่ของทั้งหลวงและราษฎร์ เป็นประเพณีสำคัญมาแต่โบราณตั้งแต่ไทยได้ยอมรับให้ศาสนาบุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไม่มีการกุศลใดๆ ที่พุทธศาสนิกชนจะร่วมกันทำมากเท่าการทอดกฐิน ดังปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัยว่า คนในเมืองสุโขทัยนี้ มักทานมักทรงศีล มักโอยทาน พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้า ท่วยปั่ว ท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ฝูงท่วย มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษากรานกฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว...


Next_Vector_Icon.png
Next