nis01906.jpg

พระราชพิธีศรีสัจจปานุกาล (ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา)

พระราชพิธีสมโภชเครื่องเป็นของเดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชดำริเปลี่ยนแปลงใหม่ ทรงจัดให้มีการเลี้ยงโต๊ะ เพื่อเป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่อย่างฝรั่งด้วย พิธีนี้ทำในวันขึ้นหนึ่งค่ำเดือนห้า ตอนเช้ามีพระราชกุศลสดับปกรณ์พระบรมอัฐิในพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัย ตอนค่ำเชิญพระสยามเทวาธิราช เสจ็ดมุขและเทวรูปมาตั้งที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จัดตั้งเครื่องสังเวยโต๊ะจีน ตรงลานหน้ามุขเสด็จมีละครเล่น และคราวเดียวกัน โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโต๊ะเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทูตานุทูตต่างประเทศคณะมิชชันนารี และพ่อค้า ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เลิกการเลี้ยงโต๊ะเช่นนี้ ได้เปลี่ยนมาเลี้ยงเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น การสังเวยเทวดาก็เปลี่ยนเอามาทำในเวลาเช้า พระราชพิธีศรีสัจจปานุกาล (ถือน้ำพิพัฒน์สัจจา)

เป็นพระราชพิธีใหญ่สำหรับแผ่นดิน มีสืบมาแต่โบราณไม่เว้นว่าง มีคำสั่งอ้างถึงว่าเป็นพิธีระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง กำหนดมีปีละสองครั้ง คือในวันขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๕ ครั้งหนึ่ง วันแรม ๑๓ ค่ำเดือน ๑๐ อีกครั้งหนึ่ง

การถือน้ำที่มีอยู่ในกรุงเทพ ฯ มี ๕ อย่าง คือน้ำแรก พระเจ้าแผ่นดินได้รับราชสมบัติอย่างหนึ่ง ถือน้ำปกติ ผู้ที่ได้รับราชการอยู่แล้วต้องถือน้ำปีละสองครั้งอย่างหนึ่ง ผู้ซึ่งมาแต่เมืองปัจจามิตรเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารอย่างหนึ่ง ทั้งสามนี้ถือเป็นถือน้ำอย่างเก่า การถือน้ำอย่างที่สี่คือทหารซึ่งเป็นผู้ถืออาวุธอยู่เสมอ ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาราชการต้องถือน้ำพิเศษในเวลาแรกเข้ารับตำแหน่งอีกพวกหนึ่ง ทั้งสองพวกนี้เป็นการถือน้ำเกิดขึ้นใหม่ การถือน้ำทั้งสามอย่างคือ อย่างที่ ๑ อย่างที่ ๓ และอย่างที่ ๕ นั้นนับว่าเป็นการจร ส่วนการถือน้ำอย่างที่ ๒ และอย่างที่ ๔ นับเป็นการประจำปี


IMG_3431.JPG


พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน

เป็นพิธีของพราหมณ์พฤติบาศทอดเชือก ดามเชือกเป็นกระบวนเรื่องคชกรรมการของหมอช้าง ทำเพื่อให้เจริญสิริมงคลแก่ช้าง ซึ่งเป็นพระราชพาหนะและเป็นกำลังแผ่นดิน และบำบัดเสนียดจัญไรในผู้ซึ่งเกี่ยวข้องอยู่ในการช้างทั้งปวง แต่การพิธีนี้เฉพาะเหมาะกับคราวที่ควรจะประกอบการอื่นหลาย ๆ อย่าง เช่นเดียวกับช้างและม้า เป็นต้น พิธีนี้ทำปีละสองครั้ง คือทำเดือนห้าครั้งหนึ่งกับเดือนสิบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรตรวจตราชมเชยราชพาหนะทั้งปวงปีละสองครั้ง และเป็นการตระเตรียมเครื่องสรรพศาสตราวุธ และพลทหารให้พร้อมมูลอยู่เสมอ

heet-005.jpg.jpg.jpg

พิธีสงกรานต์

วันสงกรานต์เริ่มเมื่อวันขึ้น หนึ่งค่ำเดือนห้า ซึ่งเป็นกำหนดขึ้นปีใหม่ นับเป็นวันนักขัตฤกษ์สำคัญ สำหรับชาวไทยมาแต่โบราณ สำหรับการภายในมีพระราชพิธีพระราชกุศลนักขัตฤกษ์ ในวันนี้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒน์สัจจา แลพระราชทานเบี้ยหวัดผ้าปีแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายหน้าฝ่ายใน นอกจากนี้มีพระราชกุศลก่อพระทราย และถวายข้าวบิณฑ์ ในวันสงกรานต์ พิธีสงกรานต์แบ่งออกเป็นสามตอนสามวัน วันมหาสงกรานต์ วันเนา และวันเถลิงศก ตามลำดับ

พระราชกุศลเริ่มตั้งแต่วันจ่าย คือวันก่อนหน้าสงกรานต์หนึ่งวัน และมีการสวดมนต์สามวันโดยมิได้เสด็จออก ในวันมหาสงกรานต์เวลาค่ำมีสวดมนต์สรงน้ำพระในพระบรมมหาราชวัง และมีการสรงน้ำ (เฉพาะพระสงฆ์ที่เคารพ) หากพระสงฆ์นั้นอาพาธมาไม่ได้ ต้องให้ฐานานุกรมมาแทน และต้องเพิ่มน้ำหอมขึ้นอีกขวดหนึ่ง เพื่อจะได้ไปถวายแก่ผู้ที่ได้รดน้ำนั้น เมื่อได้รับไตรแล้วจึงออกไปสรงน้ำ เว้นไว้แต่ผู้ที่มาแทนไม่ได้สรงน้ำด้วย บรรดาพระสงฆ์ที่สรงน้ำเสร็จแล้วจึงไปห่มไตรแพร ซึ่งได้รับพระราชทานใหม่ นอกจากนี้ไม่มีของไทยธรรมใดอีก

ในเวลาบ่ายของวันเนา เป็นเรื่องการฉลองพระทรายเตียงยก คือพระทรายที่ก่อบนม้า ๑๐ องค์ และเวลาค่ำพระราชาคณะ สวดมนต์ ๓๐ รูป รุ่งขึ้นเป็นวันเถลิงศก เวลาเช้าเปลี่ยนพระพุทธรูป เชิญพระพุทธรูปพระชนม์พรรษากลับ แล้วเชิญพระชนมพรรษาวันของพระบรมอัฐิ และพระอัฐิออกตั้งที่โต๊ะหมู่หรือบนธรรมาสน์ และนิมนต์พระสงฆ์ตามจำนวนพระอัฐิที่สดับปกรณ์ ฉันทั้งเช้าและเพล แต่ไม่มีการสรงน้ำ แล้วเสด็จขึ้นหอพระ ทรงฉลองพระหัตถ์ลงยา สรงพระบรมธาตุ และทรงสุหร่ายประพรมพระพุทธรูปในหอพระ แล้วจึงเสด็จหอพระบรมอัฐิ ทรงน้ำหอมสรงพระบรมอัฐิ และพระอัฐิอยู่ในหอพระ และไม่ได้อยู่ในหอพระเสร็จ จากนั้นจึงเสด็จออกทรงประเคนพระสงฆ์รับพระราชทานฉันเช้า และในวันเถลิงศก เป็นธรรมเนียมมีมาแต่โบราณนั้น พระเจ้าแผ่นดินจะสรงมรุธาภิเษกตามฤกษ์มิได้ขาด แต่เดิมในการสงกรานต์พระเจ้าแผ่นดินต้องสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ครั้นมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จออกสรงน้ำพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเพิ่มขึ้น ส่วนการเวียนเทียนในวันตรุษมีทั้ง ๓ วันสงกรานต์แต่เดิมมาแล้ว ในเวลานักขัตฤกษ์สงกรานต์ถือกันว่าเป็นฤดูหรือเวลาที่สมควรจะเล่นเบี้ย และได้มียกหัวเบี้ยพระราชทานในเวลาสงกรานต์ ๓ วันด้วยกัน


Next_Vector_Icon.png
Next